แม่สะเรียง ตะลุยไหว้พระ เมืองสงบงามริมชายแดน แห่งแม่ฮ่องสอน

แม่สะเรียง

แม่สะเรียง ตะลุยไหว้พระ เมืองสงบงามริมชายแดน แห่งแม่ฮ่องสอน

หากเดินทางจากเชียงใหม่ มาแม่ฮ่องสอน ผ่านทางถนนสาย 108 อำเภอแรกของแม่ฮ่องสอนที่จะได้เจอก็คือ แม่สะเรียง หลายคนอาจจะมองว่า อำเภอนี้เป้นเพียงเมืองผ่านทาง และเป็นเหมือนประตูสู่ แม่ฮ่องสอน แต่ความจริงแล้ว เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ กลับเตรียมไปด้วย เสน่ห์ของธรรมชาติอันสมบูรณ์ ได้รวมความสงบงดงามของ วิถีชีวิตอันเรียบง่ายของผู้คนในเมืองนี้ไว้

สำหรับนักท่องเที่ยว ที่ชื่นชอบความเงียบสงบ ไม่ชอบความวุ่นวายแบบเมืองใหญ่ บอกเลยว่า ที่แม่สะเรียง ก็นับว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่ไม่ควรมองข้าม สำหรับใครที่อยากมาพักกายพักใจ บรรยากาศเงียบสงบ ทริปนี้ จะชวนทุกท่านมาไหว้พระทำบุญ กับ 5 วัดงาม ของ อำเภอ แม่สะเรียง

เริ่มต้นกันด้วยจุดแรก ที่เรียกได้ว่าเป็นวัดสวยอีกแห่งหนึ่ง ของแม่ฮ่องสอน นั่นก็คือ พระอุโบสถ วัดถ้ำพระ ที่จะอยู่ระหว่างการก่อสร้างพระอุโบสถที่ยังไม่แล้วเสร็จดี ทว่าความงดงามของสถาปัตยกรรมนี้ ก็โดดเด่นเป็นอย่างมาก ชวนชมอย่างยิ่ง

ต้องพาทุกคนไปดูประวัติของวัดนี้กัน วัดถ้ำพระ เดิมชื่อว่า สำนักสงฆ์ถ้ำพระโบราณ (ถ้ำเหง้า)  เมื่อปี 2541 พระอาจารย์จรัญ อภิชาโต พระภิกษุสายพระป่ากรรมฐาน ที่เคยเป็นลูกศิษย์ของ หลวงปู่สิมพุทธจาโร วัดถ้ำผาปล่อง ได้เดินทางเข้ามยังพื้นที่อำเภอ แม่สะเรียง แล้วพบว่า ถ้ำแห่งนี้มีความวิเวก เหมาะแก่การอาศัยเจริญภาวนา จึงตัดสินใจอยู่จำพรรษาที่ถ้ำแห่งนี้

จากนั้นก็มีการพัฒนา และปรับปรุงพื้นที่ ตลอดจนสร้างถนนขึ้นมายังถ้ำ จนได้รับอนุญาตให้ใช้เป้นพื้นที่จากกรมป่าไม้ สำนักสงฆ์ถ้ำพระโบราณ (ถ้ำเหง้า) ได้รับการจัดตั้งให้เป็นวัด เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ.2553 และเป็นวัดธรรมยุตอย่างถูกต้องแห่งแรกของอำเภอแม่สะเรียง

ปัจจุบัน กำลังมีการก่อสร้าง พระอุโบสถ ศิลปะแบบล้านนา สามารถขึ้นไปสักการะ องค์พระประธาน ที่ด้านบนได้ และยังเป็น จุดชมวิวเมืองแม่สะเรียง ที่สวยงาม ส่วนชั้นล่างของพระอุโบสถก็มีหลวงพ่อทันใจหินเขียว จากหินแม่น้ำโขง ประดิษฐานอยู่

พระประธานองค์ใหญ่ในจองหลวง วัดจองสูง แม่สะเรียง พระธาตุเจดีย์เก่าแก่อันสวยงามคลาสสิก ณ วัดจองสูง

หลังจากเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองแม่สะเรียง ในตัวเมืองก็มีวัดสำคัญ 2 วัด คือ “วัดจองสูง” (วัดอุทธยารมย์) กับ “วัดศรีบุญเรือง” 2 วัดงามที่รั้วของวัดติดกัน สามารถเดินทะลุไป-มาหาสู่กันได้

วัดจองสูง” หรือ “วัดอุทธยารมย์” แต่เดิมเป็น สำนักสงฆ์ ที่ชาวไทยใหญ่ช่วยกันสร้าง ต่อมาได้เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ ในแม่สะเรียง และได้ไหม้สำนักสงฆ์แห่งนี้ด้วย จึงได้สร้างสำนักสงฆ์ขึ้นมาใหม่ ชื่อว่า วัดจองสูง ก่อนจะเปลี่ยนชื่อใหม่อย่างเป็นทางการว่า วัดอุทธยารมย์ และยังได้รับพระราชทานที่ดินในการก่อสร้างจาก รัชกาลที่ ๖ เมื่อราว ร.ศ.135 (พ.ศ.2459)

ภายในวัดมีจองหลวง (อาคารที่พระสงฆ์ใช้สวดมนต์ จำวัด ฉันภัตตาหาร) ที่ด้านในประดิษฐานพระประธานองค์ใหญ่ ก่อสร้างโดยนายช่างชาวพม่า มีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ พระพุทธรูปทองแดง พระพุทธรูปหยกขาว เป็นต้น และยังโดดเด่นไปด้วยพระธาตุเจดีย์เก่าแก่อันสวยงามคลาสสิก

ส่วนที่อยู่ติดกันคือ “วัดศรีบุญเรือง” เป็นวัดที่งดงาม ไปด้วยลวดลายฉลุไม้ ในหลาย ๆ จุดของวัด สิ่งก่อสร้างในวัด เป็นสถาปัตยกรรม แบบพม่าผสมไทยใหญ่ โดยเฉพาะศาลาการเปรียญหลังใหญ่ มีหลังคาซ้อนกัน ลักษณะเป็นทรงปราสาทสูง สถาปัตยกรรมแบบพม่า 3 หลังติดกัน

ขณะที่ภายในโบสถ์นั้น ก็ดูงดงามไปด้วยพระพุทธรูป ศิลปะไทใหญ่ และพม่าอันขรึมขลัง มลังเมลือง เปี่ยมศรัทธา พระประธานองค์ใหญ่ ศิลปะแบบพม่า ส่วนพระพุทธรูปองค์ด้านหน้ามีนามว่า พระนวราชบพิตรประสิทธิ์ชัย (หลวงพ่อทันใจ)

นอกจากวัดสวยในเมืองที่ได้มาสักการะกันแล้ว เมืองแม่สะเรียงยังได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่ง “พระธาตุ 4 จอม” เนื่องจากมีการสร้างพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองไว้ ทั้ง 4 ทิศ 4 มุมเมือง ได้แก่ “พระธาตุจอมกิตติ”, “พระธาตุจอมทอง”, “พระธาตุจอมแจ้ง” และ “พระธาตุจอมมอญ” ตามตำนานที่ว่า มีพระฤาษี 4 ตน

เป็นพี่น้องกันได้มาศึกษากับครูพระฤาษีที่เก่งกาจทรงมหาอิทธิฤทธิ์ เหนือเมืองยวม (ปัจจุบันคือเมืองแม่สะเรียง) พระฤาษี 4 ตนพี่น้องศึกษาวิทยาจากท่านพระฤาษีจนจบวิชาที่ร่ำเรียน ท่านครูพระฤาษีจึงบอกให้พระฤาษีลูกศิษย์ทั้ง 4 พี่น้อง ไปบำเพ็ญเพียรและไปโปรดชาวเมืองยวม โดยให้ไปอยู่ ณ ดอยสี่มุมเมือง

ในทริปนี้ เราจะไปเยือนกัน 2 แห่ง เริ่มจาก “พระธาตุจอมกิตติ” ที่เล่ากันว่า ฤาษีผู้พี่ซึ่งเก่งในทางรักษาโรค สามารถปรุงยาชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืนชีพได้ ได้มาตั้งสำนักอยู่ ณ ดอยจอมกิตติ ด้วยเหตุนี้พระธาตุจอมกิตติจึงเป็นพระธาตุพี่ใหญ่และเป็นที่เคารพสักการะมาจนปัจจุบัน ลักษณะพระธาตุเป็นสถูปแบบล้านนา ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ บริเวณด้านบนนั้นสามารถชมวิวเมืองแม่สะเรียงในมุมสูงได้อย่างกว้างไกล

อีกจุดคือ “พระธาตุจอมมอญ” พระธาตุเก่าแก่อีกแห่งหนึ่ง สามารถเดินขึ้นบันได 339 ขั้น ขึ้นไปสักการะพระธาตุที่อยู่ด้านบน หรือถ้าเดินไม่ไหว ก็มีถนนให้รถขับขึ้นไปด้านบนได้ ซึ่งด้านบนพระธาตุนั้นยังมี รอยเท้าอรหันต์ 7 ขวบ และ พระพุทธรูปหลวงพ่อโต รวมถึงสามารถชมวิวรอบ ๆ เมืองแม่สะเรียงได้ด้วยเช่นกัน

แม่สะเรียง

จุดลงเรือบริเวณบ้านแม่สามแลบ ล่องเรือในแม่น้ำสาละวิน ชมทิวทิศน์สองฝั่งประเทศ

สำหรับใครที่ยังมีเวลาเที่ยวแม่สะเรียงอีกสักครึ่งวัน แนะนำให้ลองไป “ล่องเรือแม่น้ำสาละวิน” ชมทิวทิศน์สองฝั่งประเทศ ทั้งฝั่งไทยและเมียนมา โดยสามารถไปขึ้นเรือได้ที่บริเวณจุดผ่อนปรนเพื่อการค้าชายแดนไทย-พม่า บ้านแม่สามแลบ

การล่องเรือจะล่องไปตาม “แม่น้ำสาละวิน” เป็นแม่น้ำที่มีความยาวเป็น อันดับสองของ ภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ รองมาจากแม่น้ำโขง มีต้นกำเนิดจากการละลายของหิมะ เหนือเทือกเขาหิมาลัย ไหลลงมาเรื่อย ๆ จนมาถึงบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็เป็นแม่น้ำที่กั้นพรมแดนระหว่างเมียนมากับไทย ก่อนจะไหลลงมาบรรจบ ที่แม่น้ำเมย ก่อนจะวกกลับเข้า เมียนมา และไหลลงสู่ มหาสมุทรอินเดีย ที่ อ่าวเมาะตะมะ

ทั้งสองฝั่งแม่น้ำ จะพบว่า เป็นป่าไม้ และภูเขาที่อุดมสมบูรณ์ บางจุดอาจจะมีหมู่บ้านเล็ก ๆ ตั้งอยู่ ระหว่างทางอาจจะเห็น ชาวบ้านจากประเทศเพื่อนบ้าน นั่งเรือมาซื้อข้าวของ หรือนำสินค้ามาขายที่ฝั่งไทย

เรือจะล่องไปจนถึง “บ้านท่าตาฝั่ง” แวะให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นไปชมชุมชนบ้านท่าตาฝั่งที่ด้านบน ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้มีทั้งคริสตจักรท่าตาฝั่ง เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในหมู่บ้าน มีโรงเรียนเล็ก ๆ กลางหมู่บ้านที่เงียบสงบ โอบล้อมด้วยภูเขา ถ้าใครเดินทางมาที่นี่ในวันอาทิตย์ก็จะยิ่งเงียบสงบทั้งหมู่บ้าน เนื่องจากชาวบ้านจะไปรวมตัวกันที่คริสตจักร (ติดต่อเรือท่องเที่ยวท่าบ้านสามแลบ-บ้านตาฝั่ง คุณนาตาลี โทร. 06-3358-5887 เรือนั่งได้ 12-14 คน ราคาเหมาลำละ 2,000 บาท)

เที่ยว “แม่สะเรียง” ในช่วงหน้าฝน นอกจากความสงบเรียบง่าย ความไม่เร่งร้อนของวิถีชีวิตที่นี่ ยังได้สัมผัสความสดชื่นของบรรยากาศและธรรมชาติที่เขียวขจี เป็นการพักผ่อนทั้งกายและใจที่เต็มอิ่มจริง ๆ

ติดตามเว็บไซต์น่าสนใจเพิ่มเติม : โหลดเกมส์

อ่านบทความเพิ่มเติม > ท่องเที่ยวในเอเชีย